ว่ากันว่า... ชีวิตคนเราก็เหมือนการทำโจทย์คณิตศาสตร์

 

มีโจทย์มากมายหลายรูปแบบ บางข้อแก้ได้ บางข้อก็ไม่สามารถแก้ได้ อาจจะทำได้ในหลายวิธี แต่สุดท้ายแล้วคำตอบก็ออกมาเหมือนกัน บางข้อตอนแรกก็ทำไม่ได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไป ได้ผ่านการฝึกฝน การทำโจทย์อีกหลายๆอย่าง สุดท้ายก็อาจจะแก้ได้ก็ได้ หรือบางข้ออาจจะแก้ไม่ได้ไปชั่วนิรันดร์... ก็ไม่สามารถรู้ได้

 

ตอนนี้ชีวิตฉันกำลังเจอกับโจทย์ข้อหนึ่ง...

 

โจทย์แท้ๆที่อยู่ในมือ

 

มันเป็นข้อความที่จดด้วยลายมือของตัวเอง ด้วยเส้นดินสอกด บนหน้ากระดาษสมุดไม่มีเส้นปกสีชมพูหวานแหววของฉัน

 

 

-บุคคลที่ต้องสัมภาษณ์-

 

รุ่นพี่ 2 คน หญิง 1 คน ชาย 1 คน

 

อาจารย์ 1 ท่าน

 

บุคลากรพิเศษ 1 คน

 

ระยะเวลาการสัมภาษณ์ 9.00-17.00 น.

 

 

โจทย์ปัญหาข้อที่ว่าเป็นโจทย์สอบสัมภาษณ์...

 

โจทย์การสอบสัมภาษณ์ที่แทนที่จะให้คนถูกสัมภาษณ์ตอบคำถาม กลับให้คนถูกสัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์คนอื่น

 

...ก็แปลกดีนะ...

 

การสอบสัมภาษณ์แบบที่ให้ฉันไปสัมภาษณ์คนอื่นน่ะเหรอ...

 

...มันจะเป็นยังไงนะ?

 

 

สมการโจทย์ข้อที่ 1

 

ลมเย็นดีจัง...

 

จริงๆแล้วฉันมาถึงที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่แปดโมง... แต่ไหนๆก็ไหนๆ กำหนดการก็ให้ไว้ที่เก้าโมงนี่นา... ฉันก็เลยมาหาที่นั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ วาดรูปเล่น รอให้ถึงเวลาเริ่มสัมภาษณ์ได้

 

สถานที่ที่ฉันค้นพบว่ามันช่างพอเหมาะพอเจาะเสียนี่กะไรคือ ศาลาริมทะเล ศาลาขนาดไม่เล็กมากที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยน้ำและต้นไม้ สายลมเอื่อยๆที่พัดอยู่ตลอดเวลาหอบเอากลิ่นเกลือจางๆมาด้วย อีกทั้งแสงแดดก็ยังไม่แรงเกินไป นั่งได้ไม่มีปัญหา

 

ลมเย็น... ตอนนี้บนตักฉันมีสมุดวาดรูปเล่นกับดินสอกดและยางลบแท่งอยู่

 

“...เส้นนี้เบี้ยวนะโมรา...” ฉันพูดกับตัวเอง “แล้วตรงนี้ก็น่าจะลงเงาอีกหน่อย...” สำหรับฉันแล้ว การที่ฉันพูดกับตัวเองไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไร เพราะกว่าจะรู้ตัว มันก็ติดนิสัยไปซะแล้ว เวลาวาดรูปจะเป็นเวลาที่ฉันพูดกับตัวเองบ่อยที่สุด... เหมือนกับว่าเป็นการสั่งให้ตัวเองทำนู่นทำนี่ล่ะมั้ง...

 

เอาล่ะ... ฉันมองผลงานใหม่ที่เพิ่งสรรค์สร้างในมือตัวเอง ...น่าจะใช้ได้แล้ว ทีนี้ก็ไปทำงานให้เสร็จดีกว่า...

 

ฉันเก็บดินสอกับยางลบเข้ากระเป๋า เสร็จเรียบร้อยถึงได้ยกนาฬิกาขึ้นมาดู

 

สิบโมง! แย่แล้ว!!! สิบโมงแล้วเหรอเนี่ย!!!?

 

ฉันกรีดร้องอยู่ในใจ แต่ว่าเข็มสั้นที่เบี่ยงเลยเลขสิบไปเล็กน้อยก็ยังไม่เปลี่ยนไปเป็นเลขอื่น ...นี่ฉันเริ่มสัมภาษณ์สายกว่าคนอื่นเขาตั้งชั่วโมงนึงเลยเหรอเนี่ย...?

 

ไม่ตลกเลยนะมณฑกาญจน์! เธอเริ่มสายกว่าคนอื่นเขาแค่เพราะว่าเธอนั่งวาดรูปเล่น... แค่เพราะว่าลมมันเย็น แค่นั้นเนี่ยนะ!!!

 

ถ้าหาคนสัมภาษณ์ไม่ได้ภายในสิบนาทีนี้ล่ะก็... กลับไปเธอต้องเขียนเรียงความสำนึกผิดให้ตัวเองแน่ๆมณฑกาญจน์!

 

...และดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง เมื่อฉันลุกขึ้นจะออกเดิน ก็เห็นวัตถุที่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นพี่นั่งอยู่ที่ใกล้ๆบริเวณที่ฉันนั่งอยู่

 

อย่างนี้ต้องทัก... ต้องทัก...

 

ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ ยกมือสวัสดีอย่างอัตโนมัติ “เอ่อ... คือหนูชื่อมณกาญจน์ โชติกมลธรรม หนูเป็นนักเรียนที่มาสอบสัมภาษณ์น่ะค่ะ คือว่า... ขออนุญาตสัมภาษณ์รุ่นพี่ได้ไหมคะ?” ฉันถาม ถ้าพี่เขายอมก็ดีสิ ...เอ... หรือว่าฉันถามรวบรัดไปหน่อยหรือเปล่านะ ควรจะรอจังหวะพี่เขาก่อนหรือเปล่าเนี่ย...?

 

รุ่นพี่คนนั้นเป็นรุ่นพี่ผู้ชาย... เส้นผมสีดำสนิทตัดซอยสั้นตามสมัยนิยม หน้าตาดี ตาสองชั้น รูปร่างเหมือนกับพระเอกในการ์ตูนผู้หญิง ไม่ได้ผอมบางเหมือนผู้หญิง แต่ถ้าเทียบกับพวกนักกีฬาที่เคยเจอแล้วก็ดูร่างเล็กกว่า แต่ก่อนที่จะพิจารณาไปได้มากกว่านั้น ความคิดหนึ่งก็โจมตีฉันทันที...!

 

เดี๋ยวนะ... ถ้าพี่เขานั่งอยู่ใกล้แค่นี้ แล้วที่ฉันวาดรูปไปบ่นไปว่าเส้นมันเบี้ยวอย่างโน้นอย่างนี้ ว่าเส้นมันเข้มเกินไปนี่... พี่เขาก็ต้องได้ยินทั้งหมดเลยน่ะสิ...!

 

แย่แล้ว!!!

 

พี่เขาจะรู้สึกว่าฉันเป็นผู้หญิงประสาท พูดกับตัวเองจนไม่กล้าให้สัมภาษณ์หรือเปล่าล่ะเนี่ย..?

 

 

สีหน้าเขาดูแปลกใจเล็กน้อยในแวบแรก แต่หลังจากนั้นก็ระบายยิ้มเป็นมิตร ชวนให้ใจชื้นขึ้นอีกเป็นกอง“ได้สิครับ”

 

โชคดีไป... พี่เขา(ท่าทางจะ)ไม่ได้ยิน

 

“เอ่อ... คือว่า หนูรบกวนขอทราบชื่อรุ่นพี่ได้ไหมคะ?” ฉันถาม เปิดกระเป๋าหยิบดินสอกับสมุดขึ้นมา ตั้งท่าเตรียมจดเต็มที่

 

เขามองดูท่าทางตั้งใจของฉันแล้วยิ้มนิดๆ ก่อนจะตอบว่า “พี่ชื่อสายน้ำ ส่องอำไพ เรียกพี่ว่าวรุณก็ได้ครับ แล้วน้อง...?”

 

“อ๊ะ... โมราค่ะ” ว่าแล้วว่าลืมอะไรไป...ชื่อเล่นนี่เอง “...ขอโทษที่หนูลืมบอกนะคะ เอ่อ... โมราที่มาจากหินอาเกตน่ะค่ะ”

 

พี่วรุณยิ้มรับคำนั้น “...ครับ แล้วน้องโมรามีอะไรจะสัมภาษณ์พี่ครับ...?”

 

ฉันนั่งทบทวนเรื่องราวในหัวสมอง ตอนนี้ได้ชื่อแล้ว... ก็ต้องชั้นสินะ?

 

“พี่วรุณ... ขออนุญาตเรียกนะคะ” ฉันเว้นวรรคนิดหนึ่ง “พี่วรุณเรียนอยู่ชั้นไหนเหรอคะ แล้วก็รบกวนขอทราบแผนการเรียนของพี่วรุณด้วยนะคะ”

 

“พี่กำลังจะขึ้นชั้นม. 5 ครับ ส่วนแผนการเรียนก็ศิลป์ – ภาษาญี่ปุ่น”

 

“เอ๋... ภาษาญี่ปุ่นเหรอคะ อย่างนี้นี่พี่วรุณมีงานอดิเรกเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นหรือเปล่าคะ” ฉันถาม เพราะว่าถ้าเลือกสายภาษาญี่ปุ่นก็อาจจะมีเหตุผลเป็นความชอบส่วนตัว หรืองานอดิเรกก็ได้ ...ถ้าชอบการ์ตูนญี่ปุ่นเหมือนฉันก็ดีสินะ

 

เขายิ้มให้ฉันอีกครั้ง... เป็นผู้ชายที่ยิ้มได้น่ามองจัง... ถ้าวาดรูปได้อารมณ์แบบนี้คงจะดีนะ...

 

“จริงๆแล้วพี่ชอบฟังเพลงกับอ่านหนังสือครับ” พี่วรุณยกหนังสือเล่มบางๆที่วางไว้ข้างตัวขึ้นมาให้ดูเป็นหลักฐาน “แต่พี่ก็ฟังเพลงญี่ปุ่นเหมือนกัน... โดยรวมแล้วคงถือว่าเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นได้ล่ะนะครับ”

 

“หนูก็ชอบเพลงญี่ปุ่นเหมือนกันค่ะ ช่วงนี้ชอบของ Utada Hikaru น่ะค่ะ”

 

“เห~ เหรอครับ พี่ก็เคยฟังเหมือนกัน แต่พี่ชอบเพลงฟังสบายๆน่ะ อย่างช่วงนี้ก็ชอบของ Atari Yousuke อยู่”

 

“เอ... คนนั้นหนูไม่รู้จักค่ะ” ฉันยิ้มแห้งๆ “เป็นเพลงฟังสบายๆสินะคะ? งั้นเดี๋ยวต้องไปหามาลองฟังซะแล้ว” ฉันหมายมาดไว้ในใจ Atari เหรอ... กลับไปหาในอินเตอร์เน็ตน่าจะเจอนะ

 

ฉันจดงานอดิเรกของพี่เขาลงในสมุด แต่ก่อนที่ฉันจะถามต่อ พี่วรุณก็ถามขึ้นว่า “ว่าแต่น้องโมราล่ะครับ จะสอบเข้าแผนการเรียนไหนเหรอ?”

 

ฉันเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าสมุด “เอ๋... หนูเหรอคะ? ก็อยากจะเข้าวิทย์ - คณิตน่ะค่ะ”

 

“ทำไมน้องโมราถึงอยากเข้าวิทย์คณิตล่ะครับ?”

 

“เพราะว่าหนูชอบธรรมชาติล่ะมั้งคะ... ลมเอื่อยๆ กับน้ำไหล แล้วก็ต้นไม้” ฉันนิ่งคิดไปสักพักหนึ่ง “อ๊ะ แต่หนูไม่ชอบฝนหรอกนะคะ ถึงเวลาฝนตกมันจะมีทั้งลม มีทั้งน้ำ แถมยังทำให้ต้นไม้โตอีกด้วย แต่หนูไม่ค่อยชอบฝนน่ะค่ะ...”

 

เอ๊ะ... พี่เขาไม่ได้ถามนี่นา แล้วอย่างนี้ตอบไปจะดูเป็นการพูดมากเกินไปหรือเปล่านะ...?

 

“งั้นเหรอครับ... น้องโมราไม่ชอบฝนเหรอครับ” ดวงตาคู่นั้น... ฉายแววหม่นหมองออกมาแวบหนึ่ง หรือว่าพี่เขาจะชอบฝนกันนะ?... หวาย งั้นพูดไปแบบนั้นจะโดนโกรธมั้ยเนี่ย? “ทำไมถึงไม่ชอบล่ะครับ...?”

 

ฉันค่อยๆเรียบเรียงความคิด เอาประมาณว่าต่อให้พี่เขาชอบฝน ก็น่าจะไม่รู้สึกแย่กับคำพูดของฉัน “หนู... ไม่ค่อยชอบฝนเพราะว่ามันชื้นน่ะค่ะ ทำให้คนที่เป็นโรคหวัดหรือโรคปอดหายใจไม่สะดวก แถ­­มบางทียังทำให้คนเป็นหวัดด้วย นอกจากนี้ยังทำให้คนออกจากอาคารไม่ได้ด้วย ยิ่งเป็นฝนกรดในบริเวณเมือง ก็อาจจะไปกัดกร่อนสิ่งปลูกสร้างได้ด้วยค่ะ”

 

พอฉันร่ายยาวจบ พี่วรุณก็นิ่งฟังไปสักพัก

 

...ฉันพูดยาวไปเหรอ...?

 

แต่พี่วรุณก็ตอบกลับมา... หลังจากนั้นแปปนึง

 

“พี่ก็ไม่ค่อยชอบฝน...” เขาหยุดไปสักพักหนึ่ง น้ำเสียงมีแววเศร้าเจือจาง “...มัน... เหงาๆน่ะ...”

 

เหงาเหรอ... นั่นสินะ บางทีฝนก็ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

 

 

สมการโจทย์ข้อที่ 2

 

หลังจากที่ถามอะไรเล็กๆน้อยๆพี่วรุณอีกสักพักหนึ่ง จนพอจะได้ข้อมูลแล้ว ฉันก็กล่าวขอบคุณ แล้วก็เลยขออนุญาตไปสัมภาษณ์คนอื่นต่อ ต่อไปจะไปที่ไหนดีนะ...

 

พอฉันเดินออกมาจากศาลา... ซ้ายมือเป็นโรงอาหาร แต่ตอนนี้แค่สิบโมงกว่าๆเอง อย่าเพิ่งกินดีกว่า ส่วนขวามือ...เป็นทางเดิน... เอ... มีต้นไม้เหมือนแปลงผักเลยแฮะ... คงจะเป็นที่เรียนเกษตรล่ะมั้ง?

 

ฉันเดินต่อไป ต่อไปเป็นตึกที่มีเครื่องครัวอยู่... ไม่บอกก็เดาได้... ห้องคหกรรมสินะ! แต่ดูเหมือนจะร้าง... โธ่... ตอนนี้ยังไม่มีใครมาทำกิจกรรมเหรอเนี่ย... เอาเถอะ ไม่มีคนให้สัมภาษณ์เราก็ไม่ต้องเข้าไปก็ได้นี่นา..

 

แล้วฉันก็เดินไปเรื่อยๆ มาจนถึงบ่อน้ำบ่อหนึ่ง... มีต้นมะขามอยู่ข้างๆด้วย

 

อ๊ะ... แล้วนั่น คนนี่นา!

 

“ขอโทษค่า” ฉันวิ่งไปหาทันที “คือว่า... หนูชื่อมณฑกาญจน์ โชติกมลธรรม ชื่อเล่นชื่อโมรา เป็นนักเรียนที่มาสอบสัมภาษณ์ในวันนี้ค่ะ ถ้าคุณเป็นบุคคลที่หนูสามารถสัมภาษณ์ได้ หนูขออนุญาตสัมภาษณ์ได้ไหมคะ!?”

 

หลังจากฉันร่ายยาวจนไม่หายใจไป ก็เพิ่งตระหนักได้ว่า...

 

มันเร็วไปหรือเปล่าเนี่ย!

 

ไม่มั้ง... เพราะอีกฝ่ายก็หันหน้ากลับมาตอบทันทีเหมือนกัน “ได้เลยครับ” ...ทำไมรอยยิ้มนั่นมันดูไม่น่าไว้ใจเลยนะ...

 

“งั้นหนูขอเริ่มการสัมภาษณ์เลยนะคะ” ฉันพูด เปิดกระเป๋าหยิบสมุดกับดินสอออกมา ตั้งใจจะจดเต็มที่ “เอ่อ... หนูขอรบกวนทราบชื่อหน่อยนะคะ”

 

“หมอชื่อพยัพเมฆครับ เรียกว่าหมอกั๊ซก็ได้ เป็นบุคลากรพิเศษพยาบาลของโรงเรียนนี้ครับ” สาบานได้... รอยยิ้มนั่นมันดูไม่ไม่อบอุ่นยังไงก็ไม่รู้!

 

“เอ๋... เป็นหมอเหรอคะ?” ฉันรีบจดข้อมูลลงสมุด “...หนูก็อยากเป็นหมอนะคะ แล้วทำไมคุณหมอกั๊ซถึงได้มาเป็นหมอล่ะคะ”

 

“เพราะหมออยากผ่าศพครับ”

 

“จริงเหรอคะ...! หนูก็อยากผ่าเหมือนกันค่ะ ตอนเรียนม.ต้นได้แต่ผ่าเครื่องในหมู อยากจะลองผ่าของคนดูจริงๆเลยค่ะ” ดีใจจัง... มีคนคิดเหมือนฉันด้วย!!! “หมอกั๊ซได้ผ่าจริงแล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ!?”

 

“มันก็สุดยอดไปเลยน่ะสิครับ” ดวงหน้านั้นฉายแววเหมือนนึกถึงเรื่องอะไรที่สนุกมากๆออกมา “ว่าแต่มณฑกาญจน์ครับ... ถ้าชอบผ่าศพล่ะก็... ลองเจาะเลือดด้วยไหมครับ? ยังไงถ้าจะเรียนหมอก็ต้องหัดอยู่แล้ว”

 

“ให้หนูเจาะให้เหรอคะ?”

 

“เปล่าครับ เดี๋ยวหมอเจาะให้ รับรองไม่เจ็บ”

 

ฉันยื่นแขนไปทันที “ถ้าจำเป็นกับการเรียนหมอก็เชิญเลยค่ะ! ว่าแต่หมอพกเข็มมาด้วยเหรอคะ?”

 

งวดนี้หมอกั๊ซอึ้งไปเลย ...ฉันพูดอะไรผิดเหรอ?

 

“หมอล้อเล่นครับ” อ้าว... “มณฑกาญจน์ต้องสัมภาษณ์หมอ... งั้นมีอะไรอยากถามหมออีกมั้ยเอ่ย?”

 

“อ๊ะ... ค่ะ!” ฉันรีบตั้งสติทันที “หมอกั๊ซ... เป็นอินเทิร์นยากมั้ยคะ?”

 

“...ไม่ยากครับ แต่หมอนึกว่ามณฑกาญจน์จะถามเรื่องเกี่ยวกับการสอบซะอีกครับ” เสียงตอบของหมอกั๊ซกลั้วหัวเราะ แล้วฉันก็เพิ่งตระหนักถึงความจริงอีกครั้ง!

 

ใช่เลย! ...ถามอะไรนอกเรื่องอีกแล้ว...! ฉันอยากจะมุดดำดินไปจริงๆเลย... งวดหน้าสัมภาษณ์คนต่อไปเขียนสคริปต์ดีกว่า...

 

“หมอกั๊ซมีงานอดิเรกคืออะไรเหรอคะ?” ...หวังว่าคงไม่นอกเรื่องนะ...

 

“แกล้งเด็กครับ” สาบานอีกครั้ง... รอยยิ้มนั่นมันตัวร้ายชัดๆค่ะ!

 

“นับเป็นงานอดิเรกได้เหรอคะ?”

 

“ก็น่าจะได้นะ... เพราะหมอไม่เคยเจอใครบอกว่าไม่ได้”

 

ฉันเอียงคอคิดสักพัก ...เออ นั่นสินะ ถึงแกล้งคนจะเป็นงานอดิเรกที่แย่ไปหน่อย แต่ก็คงนับเป็นงานอดิเรก ด้วยเหตุนั้นฉันถึงจดข้อมูลคำว่า “แกล้งเด็ก” ตัวโตๆลงไปในหน้ากระดาษ แล้วก็