[MS]เมื่อใดที่สายลมพัด...

posted on 26 Sep 2012 16:52 by moramora
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
 
เป็นฟิคที่มีชื่อเล่นกันก่อนคลอดว่าฟิคมอเตอร์ไซค์...//ทำไมชื่อตอนหลังมันไฮโซฉะนี้
 
 
 
มีต้นกำเนิดจากการฉ่อยในเอ็มของแม่โมราและแม่ตงนั่นเอง...
 
ใส่น้ำตาลและเครื่องเทศและลมและฝนลงไปอีกหน่อยจึงคลอดออกมาเย่ :D!!
 
 
เชิญชมกันเลยค่า
 
 
===========
 

        ภาพที่เห็นทุกครั้งจนชินตา...

        เสียงเครื่องยนตร์ที่ฟังดูน่ากลัวนิดๆกับล้อเพียงสองล้อที่ดูอาจจะไม่มั่นคงสักเท่าไหร่

        ...แต่ก็มีเหตุผลที่ทำให้อยากขึ้นไป...

        ...ถ้าได้นั่งไปพร้อมกับความเร็วนั่น...

        ...สายลม...
 
 
 
 
            อันที่จริงแล้วมณฑกาญจน์ โชติกมลธรรมไม่ได้ชอบสิ่งที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้าสักเท่าไหร่...
 
            ถ้าถามถึงคำว่ามอเตอร์ไซค์ หรือที่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานบอกว่าเรียกว่ารถจักรยานยนต์แล้ว ยังไงสำหรับเด็กสาวก็ย่อมเป็นเวสป้า มอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสสิคของอิตาลี ยิ่งถ้าเป็นสีฟ้าหรือสีชมพูนี่เธอคงชอบเป็นพิเศษ
 
            แต่กระนั้น... สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้... ก็เป็นมอเตอร์ไซค์อีกนั่นแหละ แค่มันเป็นของยี่ห้อรถยนตร์จากแผ่นดินญี่ปุ่นอย่างฮอนด้า สีน้ำตาลบนตัวถังไม่ได้ดูแวววาวเหมือนของใหม่ก็จริงแต่ก็ไม่ได้ดูเก่าคลาสสิคเหมือนเวสป้า และเหนือสิ่งอื่นใด... พาหนะสองล้อตรงหน้าเธอเป็นของเพื่อนเธอเอง...
 
            ...พันปิยะ...
 
            ไม่ใช่! เด็กสาวปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ เธอไม่ได้อิจฉา! ไม่ได้อิจฉาสักนิดกับการที่เจ้าของมอเตอร์ไซค์ได้ขึ้นขี่มันทุกวัน... ได้รับลมเย็นๆทุกวัน! ไม่ใช่! เธอไม่ได้อิจฉาตงอยู่สักนิด!!!
 
            ...ไม่ได้...
 
            ...อิจฉา...?
 
            เอ้า... ยอมรับก็ได้ว่าเธออิจฉา... แต่... สุดท้ายแล้วเธอก็บอกตัวเองได้ว่านั่นมันไม่ใช่เหตุผลที่เธอถามเจ้าของรถที่เพิ่งเดินออกมาจากโรงเรียนว่า
 
            “...ตง ขอเราลองขี่มอเตอร์ไซค์ตงได้มั้ย?”
 
 
 
 
             ดูเหมือนว่าพันปิยะเองก็จะตกใจไม่ใช่น้อย แต่ว่าสุดท้ายแล้วปฏิกิริยาของเขาก็ออกมาเป็นแค่การมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยตอบง่ายๆ “ได้...” เหลือบตามองคู่สนทนานิดหนึ่ง “...แต่ขับได้แข็งรึเปล่า”
 
             ไม่ใช่ว่าเขาหวงหรืออะไร แต่ว่าห่วงต่างหาก... ทั้งมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ(?)ที่พาเขามาโรงเรียนได้ทุกเช้า กับทั้งเพื่อนร่วมห้องพิลึกๆอย่างผู้หญิงตรงหน้า ถ้าล้มไป... ไม่อะไรก็อะไรมันก็น่าห่วงทั้งนั้น
 
            “อ้าว” เด็กสาวทำหน้างงๆเป็นคำตอบ “มันไม่เหมือนจักรยานเหรอ?” ก็สองล้อเหมือนกัน... “...แค่มีคันเร่ง...?”
 
            จะเหมือนได้ยังไง!! พันปิยะนึกอยากกุมขมับขึ้นมาเดี๋ยวนั้น!
 
            “เหมือนกันแค่เวลาทรงตัวเท่านั้นแหละ” ...ยัยนี่นี่... มอเตอร์ไซค์มันจะไปเหมือนจักรยานได้ยังไง
 
            “อ้าว... เหรอ?” ส่งยิ้มแห้งๆไปประกอบคำพูด ...แต่อยากขึ้นนี่นา... “ก็เวลามอเตอร์ไซค์วิ่งลมคงจะดีออกนะ...”
 
            พันปิยะพยักหน้าเห็นด้วยตามประสาคนชอบขับเร็ว  “ลมดีสุดๆเลย”
 
            “จริงเหรอ?” ถามไปเพื่อยืนยันคำตอบพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ก่อนที่จะช้อนตาอ้อนอีกฝ่าย “ตง... ขอขึ้นหน่อยสิ...” ถ้าลมดีขนาดนั้นมันก็น่านั่งใช่มั้ยล่ะ...
 
            แต่พูดจริงๆ... โมราไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะตอบตกลงมา หรืออย่างน้อยก็น่าจะอิดออดอะไรมากกว่าคำว่า
 
 
            “จะนั่งหรือจะขับล่ะ?”
 
 
 
 
 
             มณฑกาญจน์ชอบสายลมมาก... จริงๆอาจจะมากผิดปรกติด้วยซ้ำถ้าเทียบกับเด็กเมืองกรุงสมัยนี้ที่หาสถานที่มีลมพัดแรงๆ อากาศดีๆได้ยากเต็มที
 
            แต่เธอชอบสายลม... ชอบนั่งอยู่ในสถานที่หรือสวน สนามหญ้าที่มีลมพัด ไม่เกี่ยงว่าเป็นลมแรงหรือลมเอื่อยๆ ขอแค่มีการเคลื่อนไหวของมวลอากาศรอบตัวเธอก็เป็นพอ เพราะฉะนั้นสถานที่โปรดที่ชอบไปนั่งคือช่องว่างระหว่างตึกที่มีลมพัดแรงๆ
 
            นอกจากนี้... เธอยังชอบเสียงลม... เวลาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากๆอย่างเช่นตอนวิ่ง... เสียงสายลมที่พัดผ่านหูฟังดูน่าหลงใหล
 
            แต่ความเร็วแบบรถแข่งไม่ใช่อะไรที่เธอชอบเท่าไหร่นัก... เพราะถ้านั่งอยู่ในรถ ข้างใบหูจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสายลม ดังนั้นช้อยส์ที่เร็วที่สุดก็ตัดออกไปได้ เพราะมันไม่ได้ให้อะไรที่เธอต้องการจากความเร็ว
 
            ต่อจากข้อนั้นลงมาก็เลยกลายเป็นมอเตอร์ไซค์... ยานยนตร์สองล้อที่แทรกเข้าไปได้ในทุกรถติดจนนำไปถึงหน้าไฟแดงเสมอ แม้ความเร็วจะไม่ได้เร่งได้สูงเท่ารถสี่ล้อเพราะเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ว่ามอเตอร์ไซค์ให้เธอได้ทุกอย่างที่ต้องการ... ทั้งความเร็วและสัมผัสจากสายลม
 
            แต่ก็จากเหตุผลด้านความปลอดภัยอีกนั่นแหละ... ที่ทำให้ที่บ้านของเธอเป็นห่วง และหวงไม่ยอมให้แตะต้องมันมาเป็นหลายปีต่อหลายปี กว่าเธอจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นมอเตอร์ไซค์เข้าซอยหรืออะไรอย่างนั้นได้น่ะเพิ่งไม่นานมานี่เอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขับขี่...
 
            แต่ถามว่าอยากลองไหม... ตอบได้เลยโดยไม่ต้องคิดว่าอยาก แต่ก็อีกนั่นแหละ... เคยรู้ไหมว่ามอเตอร์ไซค์ขับยังไง... ไม่รู้ค่า!!!
 
            “ตงให้ขับได้เหรอ?” ถามไปอย่างไม่แน่ใจนัก
 
            “ขับน่ะขับได้...” เว้นช่วงไปชั่วอึดใจ “...แต่ถ้าขับไม่เป็นนี่ก็...”
 
            ...คำตอบคงไม่เป็นอะไรนอกจากว่า... ไม่เคยหัดขับไม่เคยแตะแฮนด์มอเตอร์ไซค์เสียด้วยซ้ำ            “เอางี้ไหม...” ในที่สุดก็เอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาได้ “...โมราลองหัดเลยดีไหมล่ะ?”
 
 
 
 
             โลหะหนักเป็นร้อยกิโลเคยอยู่ตรงหน้าเด็กสาว... เธอแทบไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัสมันในฐานะผู้ขับขี่ หากแต่ตอนนี้ จากที่เคยยืนมองและอิจฉาในจิตใจว่าสายลมเหนือเบาะนั่งนั้นคงดีนัก มณฑกาญจน์ก็ได้นั่งอยู่แทนที่เจ้าของที่แท้จริงเสียแล้ว
 
            "ตรงนี้เสียบกุญแจ" เจ้าของอย่างพันปิยะบอกรายละเอียดแม้แต่เรื่องง่ายๆ แม้จะยอมให้หล่อนลองขี่ได้ แต่ใช่ว่าเขาจะไม่ห่วง... ดูท่าแล้วเพื่อนร่วมห้องจะฝังใจว่ามันเหมือนจักรยานที่มีมอเตอร์ แถมมองยังไงเจ้าหล่อนก็ไม่ใช่คนประเภทที่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกถนนใหญ่มาก่อนด้วย
 
            ...พูดก็พูดเถอะ เขาห่วงมอเตอร์ไซค์สุดรักของตัวเองก็จริง แต่ถ้ามณฑกาญจน์เป็นอะไรไป เขาคงโกรธตัวเองเหมือนกัน
 
            พันปิยะเริ่มรู้สึกอยากถอนคำพูดของตัวเอง ความรู้สึกใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ กลัวจะรอดมิรอดแหล่นี่มันคืออะไรกันนะ...แต่พอหันไปมองมณฑกาญจน์ดูตื่นเต้นขนาดนั้นหลังจากที่รับกุญแจไปจากเขา ไอ้ครั้นจะบอกว่าไม่ให้ลองแล้ว มันก็ทำไม่ลงแฮะ...
 
            "ตรงนี้คันเร่ง" เขาชี้ให้ดู ลองเอามือวางทาบเป็นตัวอย่าง
 
            'นักเรียน' ทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนจะมองเขาด้วยดวงตากลมนั่นราวรอคอยบทต่อไป "ทีนี้ก็ลองบิด บิดช้าๆนะ เข้าใจมั้ย? มันไม่เหมือนในหนังนะ แล้วโมราไม่เคยลองด้วย"
 
            ถ้าถามพันปิยะที่ขี่มาจนชิน เขาบิดให้มันเร็วตั้งแต่ครั้งแรกเลยก็ทำได้ แต่กับมณฑกาญจน์แล้ว...            ไม่! ไม่เด็ดขาด!!!
 
            "อื้อ... ช้าๆนะ..." เด็กสาวรับคำ ก่อนจะค่อยๆลองทำตามที่ถูกบอก
 
            เสียงเครื่องยนต์ดังเป็นสัญญาณว่าหล่อนทำถูกต้อง เด็กสาวยิ้มน้อยๆให้อีกฝ่าย
 
            "ทีนี้ลองขับเลยแล้วกัน บิดช้าๆ อย่างที่บอกนะ" กล่าวกำชับอีกครั้ง ก่อนที่จะดันขาตั้งเครื่องขึ้นให้อีกฝ่ายขับไปได้
 
            มณฑกาญจน์บิดข้อมือเล็กน้อย ก่อนที่สองล้อจะเริ่มหมุน...
 
 
 
 
            แย่.. แย่.. แย่มาก!
 
            พันปิยะอยากเอาหัวโขกเสาให้รู้แล้วรู้รอด คนที่อยากขับมอเตอร์ไซค์ทำตัวไม่ต่างอะไรจากเด็กเพิ่งหัดขี่จักรยานเลยสักนิด! แม่เจ้าประคุณตรงนั้น... ตอนสตาร์ทก็ดูดีอยู่หรอก เขาอุตส่าห์แอบหวังว่ามันจะรอด...
 
            แต่อนิจจา.. อีกสองวินาทีต่อมา เด็กหนุ่มก็ต้องยอมรับว่าเขาคิดผิด
 
            ทั้งคนทั้งรถสุดรักเขาส่ายไปมา ไร้สมดุลสิ้นดี!
 
            เพียงอึดใจ เด็กหนุ่มก็ก้าวไปถึงมอเตอร์ไซค์ มือข้างหนึ่งฉวยวูบคว้าแฮนด์รถไว้ไม่ให้มันโคลงเคลงไปมากกว่านี้
 
            ดวงตาเล็กปราดมองคู่กรณี "...ผิด...เหรอ...?" เธอละล่ำละลักถาม ....อ่ะ แย่แล้วมณฑกาญจน์...
 
            ...มันก็ต้องผิดแน่นอนอยู่แล้ว! ผิดตั้งแต่ที่ลื่อบอกว่าอยากขี่มอเตอร์ไซค์นั่นล่ะ!!
 
            ...ไม่สิวะ มันคงจะผิดตั้งแต่ตอนที่อั้วใจอ่อนยอมบอกให้ลื่อลองต่างหาก!!!
 
            พันปิยะคิดอย่างฉุน ๆ ริมฝีปากเม้มจนเป็นเส้นตรงบางเฉียบไม่ต่างอะไรจากแผ่นกระดาษ อยากทำตัวเป็นคุณครูใจร้ายเฉ่งใส่หล่อนนักว่าหล่อนช่างเป็นนักเรียนยอดแย่เสียนี่กระไร ทว่าความคิดที่ตามมาก็ทำให้ริมฝีปากยังคงปิดสนิทอยู่เช่นนั้น
 
            ..แต่จะทำยังไงได้เล่า!
 
            ..ก็นั่นเป็นเพราะว่าอั้วแอบหวังอยู่ลึก ๆ นี่.. แอบหวังว่าลื่อจะไม่พาทั้งรถอั้วและหน้าสวย ๆ ของลื่อไปพังทิ้งไว้ที่ไหนไงล่ะ...
 
            เด็กหนุ่มถอนสายตาออกจากร่างตรงหน้า ไม่อยากมองหน้ามณฑกาญจน์อีกต่อไปแล้ว ..หล่อนจะรู้หรือเปล่าหนอว่าตัวหล่อนทำเขาหายใจได้ไม่ทั่วท้องมากถึงขนาดไหน
 
            .
 
            .
 
            "ก็... เปล่าหรอก แต่อาจจะต้องทรงตัวให้ดีกว่านี้นิดนึงน่ะ"
 
            ท้ายที่สุดแล้ว... พันปิยะก็ลบข้อความในหัว ปล่อยมันไว้แค่ในหัวก็เป็นพอ เห็นหน้าเด็กสาวรู้สึกผิดขนาดนี้แล้วเขาจะพูดแบบนั้นไปได้ยังไงเล่า
 
            "งั้นลองอีกทีนะ คราวนี้พยายามทรงตัวให้ดี ๆ ล่ะ" เด็กหนุ่มว่า ปล่อยแฮนด์เป็นอิสระอีกครั้ง ก่อนจะพบความจริงว่า...
 
 
            ท่าทางหล่อนจะไปไม่รอดกับมอเตอร์ไซค์!
 
 
            ยิ่งมองเขายิ่งเห็นแต่ความพินาศ ภัยพิบัติอันสวยงามของมณฑกาญจน์กับฮอนด้าสุดรักของเขา            พอเถอะ... จิตสำนึกเขาว่าอย่างนั้น เด็กหนุ่มเดินไปจับแฮนด์ไว้อีกครั้ง มองอีกคนราวจะบอกว่ามันไม่รอดโดยไร้คำพูด
 
            ...ให้ตาย... 
 
           พันปิยะสบถในใจ เขาทำไม่ได้ เขาบอกผู้หญิงที่ดูดีใจขนาดนั้นกับการลองของแปลกใหม่ และยินดีกับสายลมคนนั้นไม่ได้ เขาพูดมันไม่ได้จริงๆ!
 
            ทางเลือกเดียวที่คิดได้ของเขา... อาจจะดูบ้าและไร้สติไปหน่อย แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ทำร้ายทั้งเพื่อนร่วมห้องและรถของเขาอย่างแน่นอน!
 
 
 
 
             ...เอ๋?
 
             .
 
             .
 
             ครั้งนี้กลับเป็นมณฑกาญจน์ที่แปลกใจ มือขาวของเด็กสาวถูกมือของอีกฝ่ายวางทับไว้ข้างบน ก่อนที่เจ้าตัวจะขึ้นมานั่งซ้อนข้างหลังด้วย
 
            "เอาเถอะ แรก ๆ มันอาจจะยากหน่อย เอาเป็นว่าเราจะลองช่วยบังคับอีกแรงนึงก็แล้วกัน" คำอธิบายว่าอย่างนั้น ก่อนที่เจ้าของตัวจริงจะเร่งเครื่องเบาๆ จับแฮนด์ให้นิ่ง ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนไปด้วยกัน
 
            .
 
            .
 
            ...หัวใจหล่อนเต้นไม่ตรงจังหวะไปนิดหนึ่ง อันที่จริงคงเรียกว่าเต้นสะดุดไปในช่วงเสี้ยววินาที ไออุ่นจากพันปิยะทำให้หน้าเด็กสาวร้อนขึ้นมา
 
            พยายามคิด... ว่ามันเป็นเพราะตัวเธอที่ตื่นเต้นกับสายลมต่างหาก ในเมื่อตอนนี้ทั้งเธอและอีกฝ่ายกำลังเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วมากพอจะให้รู้สึกถึงสายลม
 
            "...ขอบคุณนะตง" มณฆกาญจน์พูด ไม่ได้ตั้งใจให้มันเบา แต่เพราะอะไรสักอย่าง มันถึงฟังดูเบาไปเสียได้
 
            "อะไรนะ?" เด็กหนุ่มถาม เสียงดังฟังชัดตามวิสัยเจ้าตัว
 
            มณฑกาญจน์หันหน้าไปหาอีกฝ่าย ตอบกลับด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม "เราบอกว่าขอบคุณ"
 
            "อ๋อ..." พันปิยะพยักหน้าน้อยๆ เด็กสาวเห็นเพียงเสี้ยวหน้าอีกฝ่ายเท่านั้นก็จริง แต่ก็พอจะบอกได้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่ "ไม่เป็นไรหรอกโมรา ถ้าชอบก็ดีใจแล้วล่ะ"
 
 
 
 
             "เราไปส่งที่บีทีเอสมั้ย?" พันปิยะว่าขณะที่โยนกระเป๋าขึ้นสะพาย
 
            "อะ... เอ๋? จะดีเหรอ?" คนถูกถามลำบากใจนิดหน่อย กลัวว่าจะไปรบกวนอีกฝ่ายเข้า
 
            "เรายังไม่เห็นว่าตรงไหนไม่ดีนะ โมรารอตรงนี้ก็คงต้องรอรถอีกนานอยู่หรอก ยังไงก็ไม่เดินอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?"
 
            "อ่า..." ทบทวนคำพูดอีกฝ่าย "...ก็จริง งั้นรบกวนหน่อยนะตง"
 
            เด็กหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แล้วก้าวขึ้นไปนั่งในฐานะคนขับ "คราวนี้เปลี่ยนจากคนขับมาเป็นคนซ้อนแล้วนะโมรา" เขาว่า น้ำเสียงอารมณ์ดี
 
            "อื้อ นั่นสิ แล้วแบบนี้ไปบีทีเอสเท่าไหร่คะพี่วิน" เด็กสาวล้ออีกฝ่ายเล่น เหมือนเห็นเขาเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างจริงๆ
 
            เขาหันมา จ้องหน้าหล่อนอยู่ครู่หนึ่ง “..นี่อยากให้เราคิดตังค์?” ถามเสร็จแล้วก็แสร้งทำท่าเหมือนคนกำลังคิดคำนวณส่วนได้เสียอย่างหนักหน่วง “จะให้คิดก็ได้นะ แต่ขอรวมค่าน้ำมันด้วยได้หรือเปล่า?”            มณฑกาญจน์หน้าเหวอไปอย่างเห็นได้ชัด พันปิยะเห็นดังนั้นจึงได้มีอันหลุดบทหัวเราะพรืด
 
 
 
            "อืม... งั้นเอาเป็นว่าให้เราเป็นสารถีของโมราคนเดียวแล้วกัน"
 
 
            เพราะเจ้าหล่อนคงขี่เองไม่รอด และเชื่อว่าถ้าได้ไปเป็นฝ่ายนั่งซ้อนใครที่ไหนก็คงไม่ไหวเหมือนกัน
 
            "เห...?" มณฑกาญจน์เอียงคอน้อยๆ ก่อนจะยิ้ม แล้วก้าวขึ้นไปนั่งซ้อนข้างหลัง "...งั้นตงก็รับเราเป็นลูกค้าคนเดียวแล้วกันนะ"
 
            เสียงเครื่องยนต์ถูกสตาร์ทขึ้น จากนั้นก็มีเสียงตอบรับจากสารถีจำเป็น
 
            "อื้อ ได้สิ"
 
 
 
 
             มณฆกาญจน์ก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซค์ กล่าวขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนตัดสินใจหันหลังจะเดินไป แต่แล้วก็คิดอะไรออกในชั่วเสี้ยววินาทีก่อนเด็กหนุ่มจะออกรถ
 
            "ตง!" เรียกไว้... ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
 
            พันปิยะมองกลับมา ส่งสายตาราวกับจะถามว่ามีอะไร "อะ... เอ้อ... ขอบคุณนะ วันนี้..." เสียงเอ่ยตะกุกตะกัก กระนั้นก็ยิ้มให้อีกฝ่าย "แล้วก็... เอ้อ... ชอบ... นะ"
 
            "...อือ..." เด็กหนุ่มรับคำ "เรารู้"
 
            .
 
            .
 
            โมราชอบลมจะตายไป เรื่องแค่นี้ทำไมเขาจะไม่รู้
 
            พันปิยะมองเด็กสาวที่เหมือนตุ๊กตาคนนั้นเดินขึ้นบันไดไปสักพัก ก่อนจะออกรถกลับบ้าน
 
 
             ...สายลมยังพัดผ่านหน้าเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป
 
 
 
===========
 
สรุปเหตุการณ์
 
1.โมราเห็นตงขี่มอเตอร์ไซค์นานแล้วเลยอยากลองขี่มั่ง
2.ถามตง ตงบอกเอาสิ ซ้อนหรือขี่เองล่ะ
3.โมราถามกลับว่าเฮ้ยเอาจริง อยากลองขี่นะ
4.ตงอนุญาตโดยไม่รู้เรื่องว่าโมราไม่รู้เรื่องมอเตอร์ไซค์
5.พอให้โมราลองแล้วตงรู้สึกว่าคิดผิดอย่างหนัก
6.แต่ตงสั่งห้ามโมราไม่ลงอ่ะ
7.สุดท้ายเพื่อป้องกันวินาศกรรมเลยตัดสินใจขึ้นไปซ้อนข้างหลังโมราเลย
8.เอามือไปวางทับหลังมือโมราด้วย
9.โมราหัวใจเต้น(?)แต่หลอกตัวเองว่าเพราะดีใจที่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์
10.ขี่เสร็จตงวี่เสนอตัวไปส่งโมราที่บีทีเอส
11.โมราเลยแซวเล่นว่าพี่วินคิดเท่าไหร่คะ
12.ตงบอกว่างั้นจะคิดค่าน้ำมันด้วยละกัน
13.โมราช็อคเลย(โธ่...)
14.สุดท้ายตงเลยบอกว่าช่างเถอะ ให้เราเป็นเด็กแว้น(?)ของโมราคนเดียวก็พอ
15.ดูเหมือนจะโรแมนติกแต่จริงๆแค่เป็นห่วงสวิสดิภาพของโมราเท่านั้น
16.ถึงบีทีเอสแล้วโมราเรียกตงไว้แล้วบอกว่า "ชอบนะ"
17.และดูเหมือนตงจะเข้าใจ...(?)
 
 
==========
 
แม่โมราทอล์ค :
 
คลอดฟิคแล้วเย่~ ขอขอบคุณพิมมี่ที่ช่วยเช็คคาร์และเสริมเติมแต่งตรงนู้นนี้ให้นะ ;3;
 
ขอบคุณพี่พรด้วยค่า แม่ยกแม่ดันจริงๆ เย่ :D
 
ฟิคนี้.... ดองนานมาก แต่หวานๆเรื่อยๆแบบตงโมตลอดมา ทุกคนกรุณาจำฟิคนี้ไว้เพื่อนำไปใช้ในอนาคต(หือ)
 
ช่วงนี้รู้สึกว่าโมรามีบททีไรมันมีแต่อะไรเกี่ยวกับสายลม...
 
 
 
นี่เธอเป็นแม่สาวพายุใช่ไหมฮะ~!!!!
 
 
 
เอาเป็นว่าเจอกันฟิคต่อไปในเร็ววันนะคะ >v<!!!
 
แม่โมรายังคงรักทุุกคน
 
 
ป.ล. ดีบี ฟิคลวกก๋วยเตี๋ยว และฟิคร่มสองเรา//สติลเป็นโค้ดลับ

Comment

Comment:

Tweet

ในที่สุดก็ทลายไหจนได้


ฟิคนี้ก๊าวเบาๆ ตรงมันค่อยเป็นค่อยไปนี่แหละ โดยไอ้เฉพาะประโยคตรงท้ายสุดนี่

"...ชอบนะ..."

"...เรารู้..."


แหมๆๆ ชอบอะไรน้าาาาาาquestion


confused smile


 ...สายลมยังพัดผ่านหน้าเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป


ประโยคนี้ก็ปิดท้ายได้สมเป็นคู่นี้จริงๆ เลยจ้ะ


รอการทลายไหต่อไปนะเด็กๆ

#1 By Fern-CS#4 on 2012-09-29 02:31